Checklist การสร้างอีคอมเมิร์สให้ปัง! ในยุค 2017 #2

0
1207

เรามาต่อกับตอนที่ 2 ของสุดยอดไกด์ในการสร้างร้านค้าออนไลน์อย่างมืออาชีพกันเลยค่ะ
ใครพลาดตอนแรก ตามมาอ่านก่อนได้ที่ https://wp.me/p7ClQR-m8


4. สร้างไอเดียที่มีเอกลักษณ์

การสร้างร้านค้าอีคอมเมิร์สในสมัยนี้เป็นการแข่งขันที่ดุเดือดกันทั่วโลก จุดเริ่มต้นที่ดีคือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือการขายสิ่งที่จำเป็นในชีวิตแต่น้อยคนนักที่จะคิดถึงมันก็อาจเป็นไอเดียที่ดีในการเปิดตลาดที่แตกต่างให้กับลูกค้า หรืออาจเป็นสิ่งที่เป็นงานฝีมือเฉพาะตัวของคุณ คุณมีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดบ้าง สินค้าอะไรที่ผู้คนต้องการแต่หาซื้อได้ยาก ซึ่งกุญแจที่จะทำให้คุณมีเอกลักษณ์นี้อาจเป็นอะไรง่ายๆ ที่มีคอนเซปต์และทำให้คุณโดดเด่นออกมาจากคู่แข่งได้

ลองเข้าไปหาแรงบันดาลใจได้จาก Pinterest, Instagram, Amazon, Luvocracy หรือ Lyst เข้าไปดูว่ามีอะไรใหม่ๆ บ้าง คุณจะได้เห็นสินค้าเจ๋งๆ ไอเดียดีๆ และแรงบันดาลใจมากมายที่จะทำให้คุณมีไอเดียต่อยอดได้

ยกตัวอย่าง BearBrand

BearBrand คือแบรนด์สำหรับผู้ชายมีหนวดเครา! นึกไม่ถึงกันใช่ไหมว่ามีตลาดสำหรับคนกลุ่มนี้อยู่ด้วย ซึ่งจากตอนนี้พวกเขาก็มีแฟนบนเฟสบุ๊กถึงสี่หมื่นกว่าคนแล้ว และในอินสตราแกรมก็ไม่แพ้กัน พวกเขาขายสินค้าหลากหลายและเยอะมาก ตั้งแต่หวีสำหรับหนวดไปจนน้ำมันใส่เครา และอีกมากมาย

ยกตัวอย่าง Boxed

Boxed แบรนด์นี้ขายแต่อะไรใหญ่ๆ ที่ต้องมีค่าขนส่งแพงมหาศาลแน่ๆ เช่น สินค้าหนักๆ จำพวกอุปกรณ์ช่าง ไปจนถึงของใช้ภายในบ้าน แต่ที่นี่ไม่คิดค่าขนส่ง! ซึ่งมันหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เพราะที่นี่มีเหมือนห้างทุกอย่าง ขายสินค้าที่หลากหลายและเป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งนั้น คุณสามารถช้อปปิ้งได้โดยที่ไม่ต้องขับรถออกไปไหน แถมไม่เสียค่าขนส่ง นี่แหละที่เป็นจุดแข็ง!

ยกตัวอย่าง Suck UK

ขายในสิ่งที่เรียกว่า “The greatest gifts on earth!” (ของขวัญที่ดีเยี่ยมที่สุดในโลก) คุณอยากได้ที่คั่นหนังสือรูปลิ้น หรือที่สแตมป์คุ้กกี้แบบคัสตอมแบบเดียวเป็นของคุณเองไหมล่ะ ก็จริงที่คุณไม่ได้จำเป็นที่จะใช้มัน แต่ถ้าได้มาก็เจ๋งใช่ไหม ของพวกนี้เหมาะสำหรับเป็นของขวัญ ของเซอร์ไพรส์ ซึ่งเขาก็ยังมีร้านค้าจริงๆ ที่มีสินค้าไว้ให้คนมาเลือกดู เดินเล่นหาของขวัญเก๋ๆ กลับบ้านไปอีกด้วย

5. มีการออกแบบ USP (Unique Selling Proposition) ที่แข็งแกร่งพอ

ทำไมคุณจึงต้องกระโดดออกมาให้มีเอกลักษณ์และแตกต่าง เพราะมันมีเว็บไซต์อีคอมเมิร์สอยู่ราว 110,000 เว็บในตอนนี้น่ะสิ ใช่คุณอ่านไม่ผิด 110,000 เว็บไซต์ นั่นจึงเป็นเหตุให้เราจำเป็นที่จะต้องมี USP ข้อเสนอการขายที่มีเอกลักษณ์ ทุกๆธุรกิจมักมี “อะไรบางอย่าง” ที่ทำให้เราแตกต่างออกมาจากคนอื่นอยู่แล้ว คุณแค่ต้องนั่งลงแล้วคิดดูว่าสิ่งสิ่งนั้นของเราคืออะไร คุณอาจลองทำรีเสิร์ชดูว่าคู่แข่งของคุณเป็นอย่างไรและมีการทำงานอย่างไรบ้าง พวกเขาโฟกัสที่อะไร พวกเขาขาดอะไร แล้วคุณเติมเต็มสิ่งนั้นให้ลูกค้าแทนได้ไหม

ยกตัวอย่าง FiftyThree

เขามีการออกแบบการขายได้อย่างเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์มาก โดยการใช้ประโยค “Think with your hands” ในเพียงแค่คำสี่คำก็ทำให้ลูกค้ารู้ได้เลยว่าพวกเขาขายอะไร ปากกาที่ทำงานได้อย่างสมูทและสามารถทำให้คุณปลดปล่อยจินตนาการออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ที่สุด

ยกตัวอย่าง TOMS

TOMS ก็เป็นตัวอย่างที่สร้างเว็บไซต์ที่ไม่แสวงหาผลกำไรขึ้นมา เป็นอีก approach ที่แตกต่าง แต่ละครั้งที่พวกเขาขายรองเท้าได้หนึ่งคู่ เขาก็จะให้อีกหนึ่งคู่แก่เด็กที่ยากไร้ หรือเมื่อไรที่พวกเขาขายแว่นตาได้ เขาก็จะบริจาคเพื่อช่วยเหลือในเรื่องสายตาแก่ประเทศที่ล้าหลัง จุดประสงค์การขายของเขานั้นแตกต่างและเหมาะสมกับคำว่า One for One” ที่สุดแล้ว

ถ้ายังไม่รู้ว่าจะสร้าง UPS ของตัวเองได้อย่างไร Sam Horn นักเขียนหนังสือ “POP!: Create the Perfect Pitch, Title, and Tagline for Anything” ได้นำแนวคิด W9 questionnaire ขึ้นมาเพื่อช่วยให้คุณกระจ่างขึ้นว่า USP ที่เพอร์เฟคของธุรกิจคุณนั้นคืออะไร

W1. ฉันกำลังเสนออะไรให้ลูกค้า

W2. ไอเดียหรือสิ่งที่ฉันได้เสนอออกไปนั้นได้แก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า

W3. ทำไมมันจึงคุ้มค่าที่จะซื้อหรือลองสินค้าของฉัน

W4. กลุ่มเป้าหมายของฉันคือใคร

W5. ฉันคือใครและประกาศนียบัตรหรือสิ่งที่ใช้อ้างอิงฉันได้คืออะไร

W6. คู่แข่งของฉันเป็นใคร และฉันแตกต่างจากเขาอย่างไร

W7. แรงต้านหรือการคัดค้านจากผู้คนที่มีต่อธุรกิจนี้คืออะไร

W8. เป้าหมายของการพิทช์ของฉันคืออะไร

W9. ฉันต้องการให้ผู้คน take action เมื่อไรที่ไหนและอย่างไร

ไอเดีย USP ที่อาจสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คุณได้

Ideas worth spreading. TED

The Ultimate driving machine. BMW

Gives you wings. Red Bull

Open your world. Heineken

6. เริ่มทำบล็อก

เมื่อคุณเริ่มทำบล็อกสิ่งที่คุณจะได้รับก็คือจำนวนผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นถึง 50% ซึ่งเป็นตัวเลขที่อาจสร้างกำไรให้คุณได้อย่างมหาศาล

– Publish บ่อยๆ

คุณอาจสร้างบทความขึ้นมาใหม่สัก 3-4 บทความเพื่อนำไปลงในแต่ละสัปดาห์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเวลาว่างขนาดนั้น ดังนั้นคุณอาจเริ่มอย่างช้าหน่อยก็ได้ อาจเริ่มด้วยการลงอย่างน้อย 1 บทความต่อสัปดาห์ หรือถ้าเป็นไปได้ก็อาจดราฟไว้สัก 5-7 โพสต์ แล้วตั้งเวลาไว้ในการลงบล็อก เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับเรื่องบล็อกในอีก 5-7 สัปดาห์ข้างหน้า

ยกตัวอย่าง Hershel Supply และ Selfridges

พวกเขาได้ publish บล็อกค่อนข้างที่จะบ่อยเลยทีเดียว และบทความของเขาก็สั้นๆ ผสมด้วยรูปภาพจาก Pinterest ของพวกเขา กลยุทธ์นี้ทำผลลัพธ์ออกมาได้ดีในตลาดกลุ่มที่ชอบงานออกแบบและ visual

ยกตัวอย่าง Deliciously Ella และ You Make Do

มีแนวทางที่ต่างออกไป พวกเขามีบล็อกก่อน แล้วค่อยตัดสินใจสร้างร้านขึ้นมา โดยมีผู้ใช้งาน ผู้ติดตามมาช่วยพวกเขาสร้างอยู่จำนวนมากทีเดียว ซึ่งอีคอมเมิร์สแบบนี้ก็จะเป็นเว็บที่ทรงพลังมากเพราะเขารู้กลุ่มเป้าหมายของเขาอย่างดีแล้ว

ควร publish อะไรบ้าง

– ประสบการณ์ส่วนตัว หรือความคิดเห็นของคุณ้บาง เพื่อที่ลูกค้าจะได้รู้จักคุณได้มากขึ้นรวมถึงธุรกิจของคุณด้วย

– สินค้าที่คุณแนะนำ
– ทิปส์ต่างๆ
– การประกวด
– ประวัติความเป็นมาของร้านคุณ

Checklist ยังไม่หมดแค่นี้ เรามาต่อกันในตอนที่ 3: https://wp.me/p7ClQR-mh


Credit: http://ecommerce-platforms.com/ecommerce-selling-advice/ultimate-epic-guide-successful-online-shop#photos
Picture Credit: http://www.freepik.com/


Ketshopweb | เว็บสำเร็จรูปอย่างง่ายที่ใครๆก็ทำได้

www.ketshopweb.com

เรายินดีให้คำปรึกษาการทำเว็บไซต์ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ติดต่อมาที่ 094-436-2002 , email : sales@ketshopweb.com

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here