Basic SEO ” ทำอย่างไร ให้เว็บไซต์เรา ถูกพบ “

0
161

SEO คือ Search Engine Optimization หมายถึง วิธีการปรับแต่งโครงสร้างหน้าตาเว็บไซต์ การปรับแต่งโค้ด ปรับแต่งความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ และการเขียนเนื้อหาให้เป็นไปตามความต้องการของเว็บ Search Engine เช่น เว็บ Google เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์การปรับแต่งเว็บไซต์ของการทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ ซึ่งจะมีปัจจัยในหลายๆส่วนที่ต้องสัมพันธ์ไปด้วยกัน โดยหลักๆที่ทางผมได้สรุปในแบบง่ายๆ (ภาพกว้างๆก่อน) จะมีดังนี้ครับ

1. Content & Keyword
Content & Keyword  กล่าวอีกมุมคือ เนื้อหาและคีย์ที่เราระบุไปนั้นจะต้องสัมพันธ์กัน เช่น Keyword คำว่า “ขายพวงหรีด” เนื้อหาในนั้นก็ควรจะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับคำว่า พวงหรีด เช่น ราคาพวงหรีด, รูปแบบพวงหรีดมีกี่แบบ, คำแนะนำในการเลือกซื้อพวงหรีด, บริการออกแบบพวงหรีดส่งได้ทั่วประเทศ อะไรแบบนี้เป็นต้น โดยที่ใน Content หรือเนื้อหา ก็ควรจะมีหัวข้อ และคำบรรยายต่างๆที่สัมพันธ์กัน เช่น Title, H1, H2, H3, Description (ศึกษาเรื่อง Title, H1, H2, H3, Description กดที่นี้ )  

2.  Visitor Traffic
จำนวน Traffic ผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่มาจากการค้นหา Keyword นั้นๆ โดยมีข้อแม้ว่า จะต้องมีระยะเวลาในการเข้าชมเว็บไซต์ไม่ต่ำกว่า 10 วินาที จึงจะถึอว่าเข้าชม และจะถือว่าเนื้อหานั้นๆที่ค้นหาตรงตามคีย์ หากใช้เวลาสั้นกว่านั้น ทาง google จะมองว่าเนื้อหาไม่ตรงกับคีย์ ซึ่งทาง google มีการคำนวณค่านี้เรียกว่า “Bounce Rate” ซึ่งควรมีค่านี้ให้น้อยๆ จะถือว่าดี ตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นนะครับ เช่น  สมมุติว่า เราต้องการหาคำว่า “วิธีการซื้อขายทอง” เพราะว่าเราจะหาข้อมูลการซื้อขายทอง ก่อนตัดสินใจลงทุน เเน่นอนเราจะเจอ Website เต็มไปหมด เเล้วเราก็จะกดเข้าไปทีละ URL เพื่ออ่านทีละเว็บไซต์  ลองคิดดูนะครับว่าหากเรากด URL อันนึงเข้าไปแล้วไปเจอ ขายทองรูปพรรณ ซึ่งเนื้อหาไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการค้นหาเลย คุณจะอ่านต่อไหมครับ?   แน่นอนว่าคุณจะกดปิดทันที และไปค้นหาใน URL อื่นๆต่อไปแทน ซึ่งระยะเวลาการอ่านคงจะสั้นมากๆ สิ่งนี้แหละครับ ที่ Google ใช้ในการ Verify URL ว่ามีเนื้อหาตรงตาม keyword หรือไม่ โดยอาศัยผู้ชม(visitor) เป็นผู้คัดกรองให้ Google

ดังนั้น หากมี Traffic Visitor เข้ามาเยอะมากๆ หรือแม้แต่เรายิ่งโฆษณาให้คนเข้ามาเยอะมากๆ เเต่ว่าคนไม่อ่านเลย เข้ามาแปปเดียวก็กดปิด จะทำให้เกิดค่า bounce rate สูงกว่าเดิมขึ้นไปอีก ยิ่งทำให้อันดับแย่ลงไปกว่าเดิมด้วยซ้ำนะครับ  แต่ในทางกลับกัน หากมีจำนวน Traffic เข้ามาเยอะมากๆเลย แม้ว่าหัวข้อกับเนื้อหาไม่ตรงกันเลย ก็สามารถทำให้อันดับเว็บไซต์แซงคนอื่นๆได้เช่นกันนะครับ เเต่อาจทำได้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ เช่น ข่าวเรื่องหมูป่า 13 คน ถ้ายังจำข่าวนี้กันได้นะครับ ลองค้นหาคำว่า “หมูป่า” ณ เวลาที่เป็นข่าวในตอนนั้น จะเจอเเต่ URL ข่าวหมู่ป่า 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำ ในหน้าแรกๆ แซง URL ที่เป็นข้อมูลเนื้อหาเกี่ยวกับสายพันธุ์หมู่ป่า ที่เป็นสัตว์ป่าเสียอีก  แต่หากค้นหาคำว่า “หมูป่า” ในเวลานี้ จะเจอเนื้อหาอธิบายเรื่อง สายพันธุ์หมู่ป่า หรือเว็บของ WikiPedia เลยใช่ไหมครับ?   เห็นไหมละครับว่ามันสัมพันธ์กันหมด เพราะ Google พยายามที่จะจัดอันดับและคัดกรองเป็นเนื้อหาที่ใช้กับ Keyword ให้มากที่สุดครับ เพราะนี่คือจุดขายของ Google ว่าค้นหาอะไรก็เจอครับ

3. โครงสร้างเว็บไซต์
โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดี ต้องถูกต้องตามหลักของ Google ที่ได้ระบุไว้จะดีที่สุด คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าโครงสร้างเว็บไซต์ของเรานั้นดีมากน้อยเเค่ไหน จริงๆเเล้วหากเอาภาพรวมนะครับ มันจะมีอยู่ 3 สิ่งครับ

อันแรกคือ Speed Index ต้องเร็วครับ Speed Index คือระยะเวลาในการรอโหลดหน้าเว็บไซต์ครับ ต้องมีระยะเวลาต่ำกว่า 2 วินาที   

อันที่สองคือ Mobile Friendly มันคือ Layout ที่แสดงผลให้เหมาะสมกับการใช้งานในมือถือครับ และต้องมีระยะเวลาในการแสดงผลในมือถือหลังจากที่ได้พิมพ์ URL ไปเเล้วไม่ควรเกิน 2 วินาทีเช่นกัน

อันที่สาม คือ โครงสร้างด้าน Code เช่น ต้องมี tag ตามที่มันได้ระบุให้ครบ และมีการ Compile js, css ให้เล็กตามหลักการของมันครับ หรือ มีการทำ sitemap รองรับเพื่อให้ Google bot สามารถตรวจสอบได้ว่าเว็บไซต์เรามี URL อะไรบ้าง มีอะไรเป็น URL หลักและ URL รองเพื่อทำให้ง่ายต่อการจัดอันดับที่รวดเร็วยิ่งขึ้น 

จากที่ผมได้อธิบายต่างๆนี้ คุณสามารถตรวจสอบได้ไม่ยากเลยครับ เพราะทาง Google เองก็ได้ทำเครื่องมือออกมาให้ใช้งานเเล้วครับ ซึ่งทางผมจะเเนะนำให้ใช้ Google Tools จะดีที่สุดครับ หากเป็นของค่ายอื่นๆอาจจะช่วยตรวจสอบได้เเต่อาจจะไม่ได้ update เงื่อนไขได้เร็วเท่าของ Google เองครับ เครื่องมือมีดังนี้ครับ

3.1 Google Speed Insight
https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights/

3.2 Google Mobile Friendly
https://search.google.com/test/mobile-friendly

3.3 Measure by Google  
https://web.dev/measure/

3.4 Light House
https://developers.google.com/web/tools/lighthouse

หากเช็คค่าคะแนนเเล้วเจอเลขขึ้นๆลงๆ ไม่ต้องตกใจไปนะครับ เพราะว่าทาง Google เองได้มีการปรับอยู่ทุกๆเดือน ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจหากค่า SEO หรือ Speed Index ของเว็บไซต์เรา มันดีดขึ้นๆลงๆครับ ขอให้มีค่าเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของมันถือเป็นใช้ได้แล้วครับ (ประมาณ 80% บวกลบ) หากดูจากรุปประกอบด้านล่างนี้ คือ ผลการตรวจสอบจากผ่านเครื่องมือของ Google Lighthouse ของลูกค้าของเรานะครับ จะเห็นได้ว่าคะแนนแต่ละส่วนจะมีค่ามากกว่า 80 ทั้งหมด ซึ่งแปลว่า ด้านโครงสร้างของเรานั้นทำให้คุณมั่นใจได้เเล้วว่าถูกต้องและมีโอกาสติดอันดับได้เเน่ๆ ที่เหลือก็คือเรื่องของการคิด กลยุทธ์ในการทำ Content และ Keyword ละครับ หากอยากทราบรายละเอียดวิธีการวิเคราะห์การใช้งาน Speed Index สามารถอ่านต่อได้ที่นี้ อ่านต่อ

ซึ่งเครื่องมือที่ทางผมเเนะนำนี้ หลังจาก scan ไปแล้ว มันจะบอกให้ด้วยนะครับว่าต้องแก้อะไรบ้าง อะไรที่ทำให้มันมองว่าไม่ดีพอคับ  อีกประเด็นนึงที่ผมต้องเน้นย้ำและเจอมาหลายต่อหลายเลยครับที่มีผลทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ นั่นคือ รูปภาพครับ พยายามหลีกเลี่ยงการใช้รูปภาพที่มีขนาดใหญ่จนเกินไปนะครับ เบื้องต้น พยายามให้มีขนาดไฟล์ต่ำกว่า 500Kb นะครับ ลองนึกง่ายๆดูนะครับ ว่าหากเว็บไซต์คุณมีรูปแสดงผลซัก 40 รูป ตกรูปละ 3 MB แปลว่าในหน้าเว็บไซต์นั้นๆ จะมีขนาดไม่ต่ำกว่า 120MB เลยครับ ส่งผลทำให้ Speed Index ไม่ดีครับ

หากมีคำถามอยากจะปรึกษากับเรา ไม่ว่าเรื่อง Ecommerce, Website, Marketing Online
สามารถ Add Friends  @line กับเราได้โดยscan  QR Code ด้านล้างนี้ได้เลยครับ

https://www.ketshopweb.com/ทดลองใช้ฟรี

Ketshopweb | ระบบร้านค้าออนไลน์หลายช่องทาง

www.ketshopweb.com

เรายินดีให้คำปรึกษาการทำเว็บไซต์ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ติดต่อมาที่ 02-038-5588 , email : sales@ketshopweb.com